ตัวอย่าง บริษัทสามารถเรียกพันธบัตรคืน 10 ปี หลังจากจำหน่ายครั้งแรกในราคา 1,100 บาท 1 ปี ต่อมา อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงเหลือ 5% ทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้นเป็น 1,494.93 บาท ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าบริษัทจะเรียกพันธบัตรคืน ใน  ราคา 1,100 บาท ในอีก 9 ปีข้างหน้า ผู้ลงทุนที่ซื้อจะถูกเรียกคืน จะได้รับผลตอบแทนปีละกี่% ซึ่งก็คือ YTC



3. CURRENT YIELD (อัตราผลตอบแทนในปัจจุบันของพันธบัตร) คือ ดอกเบี้ยจ่ายต่อปีของพันธบัตร
หารด้วย ราคาตลาดปัจจุบันของพันธบัตรนั้น

ตัวอย่าง พันธบัตรชนิดอัตราดอกเบี้ย 10% ราคาจำหน่ายฉบับนี้คือฉบับละ 985 บาท
อัตราผลตอบแทนปัจจุบันจะเท่ากับ  985/100 = 10.15%

ASSESSING THE RISKNESS OF A BOND (การประเมินความเสี่ยงของพันธบัตร)
1. Price Risk หรือ Interest Rate Risk คือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงขึ้น จะมีผลทำให้อัตรา
ผลตอบแทนที่ต้องการ (Kd) สูงขึ้นตามไปด้วย เลยทำให้ราคาพันธบัตรลดลง ดังนั้นผู้ถือพันธบัตรจะต้องเสี่ยงกับการลงทุน(Capital loss) อันเนื่องมาจากราคาพันธบัตรลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น
2. Reinvestment Rate Risk เมื่ออัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลง บริษัทจะออกพันธบัตรไถ่ถอนพันธบัตรนั้นก่อนครบกำหนด ผู้ถือพันธบัตรจะได้รับเงินต้นคืนและเมื่อนำไปลงทุนในพันธบัตรชุดใหม่ จะได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าเดิม

การเปรียบเทียบความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนเมื่อนำเงินไปลงทุนต่อ
Interest rate risk มีความสัมพันธ์กับ Value
 Reinvestment rate risk มีความสัมพันธ์กับ Income
นักลงทุนถือพันธบัตรระยะยาว ทำให้เกิด Interest Rate Risk ทำให้เกิด Value ลดลง
นักลงทุนถือพันธบัตรระยะสั้น ทำให้เกิด Reinvestment rate Risk ทำให้เกิด Income ผันผวน

 เราสามารถลดความเสี่ยงของ Interest Rate Risk โดยการถือพันธบัตรระยะสั้น

 เราสามารถลดความเสี่ยงของ Reinvestment Rate Risk โดยการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว

ยิ่งอายุพันธบัตรนานขึ้น และอัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลง ราคาพันธบัตรอายุนานกว่า ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าพันธบัตรอายุ นานกว่าจะถูกกระทบจากความเสี่ยงในเรื่องอัตราดอกเบี้ยรับมากกว่า


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้