บทความ

STOCK

รูปภาพ
การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญ ประเภทของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Secondary Market ( ตลาดรอง ) ในบางครั้งจะเรียกตลาดนี้ว่า ตลาดที่ซื้อขายหลักทรัพย์ Trading Market ตลาดนี้จะเป็นแหล่งกลางสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว โดยการซื้อขายนี้จะทำ กันภายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรืออาจทำนอกตลาดหลักทรัพย์ (OVER – THE COUNTER) ก็ได้ ข้อสังเกต การซื้อขายในตลาดรองไม่ใช่การระดมทุนโดยตรงเหมือนอย่างในตลาดแรกแต่จะทำหน้าที่สนับสนุนตลาดแรก โดยจะให้ความมั่นใจกับนักลงทุนในตลาดแรกว่าจะสามารถเปลี่ยนหลักทรัพย์นั้นๆ เป็นเงินสด เมื่อใดก็ได้ตามที่ต้องการ หรือทำ ให้ตราสารทางการเงินที่ซื้อขายกันในตลาดแรกมีสภาพคล่อง (Liquidity) มากขึ้นนั่นเอง Primary Market ( ตลาดแรก ) เป็นช่องทางสำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มทุนโดยการออกหลักทรัพย์ใหม่เสนอขายแก่ ประชาชน โดยที่บริษัทจะได้รับเงินทุนจากการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนนี้ เพื่อนำไปลงทุนต่อไป Initial Public Offering (IPO) การเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกของบริษัทเพื่อนำหุ้นสามัญเข้า มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การซื้อขายนี้จะทำใ...
รูปภาพ
ตัวอย่าง บริษัทสามารถเรียกพันธบัตรคืน 10 ปี หลังจากจำหน่ายครั้งแรกในราคา 1,100 บาท 1 ปี ต่อมา อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงเหลือ 5% ทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้นเป็น 1,494.93 บาท ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าบริษัทจะเรียกพันธบัตรคืน ใน   ราคา 1,100 บาท ในอีก 9 ปีข้างหน้า ผู้ลงทุนที่ซื้อจะถูกเรียกคืน จะได้รับผลตอบแทนปีละกี่ % ซึ่งก็คือ YTC 3. CURRENT YIELD ( อัตราผลตอบแทนในปัจจุบันของพันธบัตร ) คือ ดอกเบี้ยจ่ายต่อปีของพันธบัตร หารด้วย ราคาตลาดปัจจุบันของพันธบัตรนั้น ตัวอย่าง พันธบัตรชนิดอัตราดอกเบี้ย 10% ราคาจำหน่ายฉบับนี้คือฉบับละ 985 บาท อัตราผลตอบแทนปัจจุบันจะเท่ากับ   985/100 = 10.15% ASSESSING THE RISKNESS OF A BOND ( การประเมินความเสี่ยงของพันธบัตร ) 1. Price Risk หรือ Interest Rate Risk คือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงขึ้น จะมีผลทำให้อัตรา ผลตอบแทนที่ต้องการ (Kd) สูงขึ้นตามไปด้วย เลยทำให้ราคาพันธบัตรลดลง ดังนั้นผู้ถือพันธบัตรจะต้องเสี่ยงกับการลงทุน (Capital loss) อันเนื่องมาจากราคาพันธบัตรลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น 2. Reinvestment Rate Risk เมื่ออัตราดอกเบี้ยใน...
รูปภาพ
2. YIELD TO CALL (YTC) อัตราผลตอบแทนเมื่อถือพันธบัตรจนถูกเรียกคืน พันธบัตรประเภทนี้ ผู้ ออก BOND สามารถเรียกคืนได้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน                                 N = จำนวนปีจนกระทั่งผู้ออก BOND เรียกคืน                                 CALL PRICE = ราคา BOND ที่ผู้ออก BOND ต้องจ่ายคืนผู้ถือ ( ปกติจะเท่ากับ PAR VALUE+ ดอกเบี้ยรับ 1 ปี )    Kd = YTC
รูปภาพ
BOND YIELD ( ผลตอบแทนจากพันธบัตร ) 1. YIELD TO MATURITY (YTM) อัตราผลตอบแทนเมื่อถือพันธบัตรจนครบกำหนดไถ่ถอน ตัวอย่าง ซื้อ BOND ฉบับหนึ่งในราคา 1,494.96 บาท PAR VALUE = 1,000 บาท COUPON RATE = 10% BOND ฉบับนี้เหลือระยะเวลาอีก 14 ปี ถึงครบกำหนดไถ่ถอน ถ้าซื้อ และถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอน จะได้รับอัตราผลตอบแทนปีละเท่าใด หาค่า    kd
รูปภาพ
วิธี ใช้     Model PAR VALUE = 1,000 บาท COUPON RATE = 10% N = 15 ปี อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ Kd = 10                   1. ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทน เท่ากับ อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร และคงอัตราเดิมไปตลอดอายุพันธบัตรพันธบัตรนั้นจะมีมูลค่าที่แท้จริง เท่ากับ มูลค่า (PAR VALUE) ที่ตราไว้ตลอดอายุพันธบัตร                 2. ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทน ต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร และคงอัตราเดิมไปตลอดอายุพันธบัตร โดยพันธบัตรจะมีมูลค่าที่แท้จริงต่ำลงเรื่อยๆ เมื่ออายุพันธบัตรลดลงจนมูลค่าเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้ เมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน                 3. ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทน สูงกว่า อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร และคงอัตราเดิมไปตลอดอายุพันธบัตร โดยพันธบัตรจะมีมูลค่าที่แท้จริงสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุพันธบัตรลดลงจนมี...
รูปภาพ
การประเมินมูลค่าพันธบัตร BOND ( พันธบัตร ) คือ ตราสารทางการเงินระยะยาว ซึ่งผู้กู้ตกลงที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นตามเวลาที่กำหนด ให้แก่ผู้ถือพันธบัตรนั้น BOND แบ่งออกเป็น 4 ประเภท 1. พันธบัตรรัฐบาล (TREASURY BONDS OR GOVERNMENT BONDS) 2. พันธบัตรของบริษัทเอกชน (CORPORATE BONDS) 3. พันธบัตรของรัฐ (MUNICIPAL BONDS) เป็นพันธบัตรที่จัดจำหน่ายโดยรัฐบาลท้องถิ่น 4. พันธบัตรต่างประเทศ (FOREIGN BONDS) คุณสมบัติสำคัญของพันธบัตร 1. PAR VALUE ( มูลค่าที่ตราไว้ ) คือ จำนวนเงินที่ผู้ออกพันธบัตรจะต้องชำระคืนแก่ผู้ถือต่อพันธบัตร 1 ฉบับ เมื่อพันธบัตรนั้นครบกำหนดไถ่ถอน เมื่อพันธบัตรนั้นครบกำหนดไถ่ถอน เช่น พันธบัตรฉบับละ 1,000 บาท 2. COUPON INTEREST RATE ( อัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ) คือ อัตราดอกเบี้ยจำนวนคงที่ที่ต้องจ่าย เช่น จ่าย ทุกปี หรือ ทุก 6 เดือน 3. MATURITY DATE ( กำหนดไถ่ถอน ) คือ ระยะเวลาที่กำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน โดยผู้ออกพันธบัตรจะชำระคืนเงินต้นให้แก่ผู้ถือพันธบัตรตามมูลค่าที่ตราไว้ 4. CALL PROVISIONS ( เงื่อนไขการเรียกคืนพันธบัตร ) CALL PREMIUM = ในกรณีที่ผู้ออกพันธบัตจะเรียกคืนพันธบัตรก่อ...